โครเมี่ยม พิโคลิเนท สิ่งที่ดีที่ไม่มีใครรู้จัก

โครเมี่ยม พิโคลิเนท (Chromium Picolinate) คืออะไร ? โครเมี่ยม พิโคลิเนท เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในขั้นตอนเผาผลาญน้ำตาลกลูโคส คาร์โบไฮเดรต และไขมัน เพื่อได้รับพลังงานไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆข้างในร่างกาย มีความสำคัญอย่างมากกับกระบวนการเมตาลิซึมของคาร์โบไฮเดรต และช่วยผลักดันการทำงานของอินซูลินภายในร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่ในการพาน้ำตาลกลูโคสในเลือดเข้าไปในเซลล์ เพื่อจะนำไปปรับเปลี่ยนเป็นพลังงานสำรอง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ และช่วยลดความอยากน้ำตาล     นอกจากนั้น โครเมี่ยม พิโคลิเนท ยังสามารถดูแลชั้นของจำนวนคอเลสเตอรอลในเลือดได้ โดย จะไปเสริมส่วนแบ่งคอเลสเตอรอลชนิด HDL ซึ่งเป็นชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย พร้อมทั้งลดการสร้าง LDL ได้ พอเรามีอายุเพิ่มมากขึ้นร่างกายเราจะค่อยๆขาดโครเมี่ยมไปช้าๆ นั่นอาจจะเป็นอีกหนึ่งต้นเหตุให้คุณเสี่ยงโอกาสต่อโรคภัยไข้เจ็บร้ายอย่างโรคเบาหวานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้     บางงานวิจัยพบว่าการบริโภคโครเมียม 15-200 mg เป็นเวลา 1 เดือนครึ่ง ถึง 3 เดือน สามารถลดไขมัน LDL และหากบริโภคเป็นเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีขึ้นไป สามารถลดไขมันLDL ลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ และ

By |2020-08-19T10:22:37+07:00สิงหาคม 19th, 2020|บทความ|0 Comments

5 โรคกระดูกและไขข้อที่ผู้คนส่วนใหญ่มองข้าม

  อาการ  ปวดคอ บ่า หรือไหล่เรื้อรัง ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปจนถึงบริเวณท้ายทอยได้ อาการปวดนี้อาจบรรเทาได้ด้วยการนวดหรือฝังเข็ม แต่ก็มีการกลับมาเป็นซ้ำเรื่อยๆ ไม่หายขาด สาเหตุ การก้ม แหงนหรือสะบัดคอบ่อยๆ เป็นนิสัยนั่งทำงานด้วยอิริยาบถที่ไม่ถูกต้องนานๆอุบัติเหตุและการบาดเจ็บต่อกระดูกสันหลัง     อาการ กระดูกข้อมือ แขน สะโพก และกระดูกสันหลังแตกหักได้ง่าย แม้ถูกกระแทกแบบไม่รุนแรงหลังค่อม หรือกระดูกสันหลังส่วนบนโค้งลงความสูงลดลงอาจมีอาการปวดหลังเรื้อรังด้วย สาเหตุ โรคกระดูกชนิดหนึ่งที่กระดูกเริ่มเสื่อมและบางลงเนื่องจากการสูญเสียแคลเซียมที่สะสมในกระดูก โรคนี้จะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดนอกจากกระดูกแตกหรือหัก พบได้บ่อยบริเวณกระดูกสันหลัง สะโพก หรือข้อมือ รวมทั้งยังสามารถเกิดได้กับกระดูกส่วนอื่นๆ ของร่างกายอีกด้วย ทั้งนี้โรคกระดูกพรุนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกหักหรือกระดูกสันหลังผิดรูปในสตรีสูงอายุ     อาการ เริ่มปวดเข่าเวลามีการเคลื่อนไหว เช่น เดิน ขึ้นลงบันได หรือนั่งพับเข่า อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดพักการใช้ข้อ ร่วมกับมีอาการข้อฝืดขัดโดยเฉพาะเมื่อหยุดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เมื่อขยับข้อจะรู้สึกถึงการเสียดสีของกระดูกหรือมีเสียงดังในข้อ สาเหตุ การใช้งาน ท่าทาง กิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การนั่งคุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อยๆ เป็นต้นความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวมกล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรงเคยประสบอุบัติเหตุมีการบาดเจ็บที่ข้อ เส้นเอ็น

By |2020-08-10T12:23:48+07:00สิงหาคม 10th, 2020|บทความ|0 Comments

สิ่งลึกลับที่ซ่อนในสารสกัดชาเขียว

ผู้คนส่วนใหญ่ทราบว่าสารสกัดจากเขียวนั้นคืออะไร และสกัดมาจากอะไรแต่ไม่ค่อยมีคนทราบว่าสารสกัดจากชาเขียวนั้นมีข้อดีอะไรบ้างที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ ซึ่งเราจะมาแนะนำให้ทุกคนทราบว่าในสารสกัดของชาเขียวนั้นมีสารอะไรบ้างและมีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์อย่างไร     สารสกัดจากชาเขียวนั้นอุดมไปด้วยสาร Flavonols, Polyphenols (Catechins), Epigallocatechingallate (EGCG) และ L-Theanine หรือ Amino Acid ซึ่งสารสกัดชาเขียวสามารถรับประทานได้ในระหว่างหรือหลังมื้ออาหารเพื่อช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญ จากงานวิจัยพบว่าเมื่อชายสุขภาพดี 12 คนรับประทานแคปซูลสารสกัดชาเขียวและออกกำลังกายเป็นเวลานาน 30 นาที อัตราการออกซิเดชั่นของไขมันก็สูงกว่าตอนที่รับประทานยาหลอกถึงร้อยละ 17 เลยทีเดียว     คลอโรฟิลล์ในสารสกัดจากชาเขียวนั้นมีผลต่อกระบวนการเมตาบอลึซึมของร่างกายซึ่งจะช่วยในการเร่งการเผาผลาญในร่างกาย โดยคลอโรฟิลล์ยังทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นและช่วยรักษาคนที่เป็นโรคโลหิตจางอีกด้วย     L-Theanine หรือ Amino Acid นั้นช่วยส่งเสริมให้คุณภาพของการนอนหลับดีขึ้น สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องนอนไม่เต็มอิ่ม จะแนะนำให้รับประทานก่อนนอน เพราะแอล-ธีอะนีนมีผลต่อกลไกการนอน ( sleep-wake cycle ) มีงานวิจัยที่ทำมาเป็นอย่างดี ( Cross Over Double Blind Study )และน้อยลงซึ่งช่วยให้ลดความเครียดและมีสมาธิมากขึ้น     ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids)นั้นช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองตีบโดยการยับยั้งการก่อตัวของลิ่มเลือดและไขมันแอลซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีและยังพบอีกว่าฟลาโวนอยด์บางชนิดสามารถช่วยยับยั้งการสร้างตัวของเซลล์มะเร็งได้ในบางชนิดเช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร

By |2020-07-22T14:04:20+07:00กรกฎาคม 22nd, 2020|บทความ|0 Comments

ความลับของสารสกัดจากงาดำที่ทุกคนต้องรู้

สารสกัดจากงาดำนั้นช่วยบรรเทาอาการปวดข้ออักเสบรูมาตอยด์  เนื่องจากทองแดงที่อยู่ในงาดำมีฤทธิ์ช่วยต้านอาการอักเสบ  บรรเทาอาการข้ออักเสบ ข้อเสื่อม  และลดอาการปวดข้อจากโรครูมาตอยด์  งาดำประกอบด้วยสารฟีนอลเป็นจำนวนมาก  โดยเฉพาะสารในกลุ่มลิกแนน  ได้แก่  สารเซซามิน  เซซามอล  และเซซาโมลิน     โดยจากการศึกษาพบว่า  สารเซซามินในงาดำมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคข้อเสื่อม  โดยสารเซซามินมีฤทธิ์ในการยังยั้งสารทำลายกระดูกอ่อนอย่างมีนัยสำคัญ  โดยเพิ่มความหนาของกระดูกอ่อน  ลดการสูญเสียและเพิ่มปริมาณการสร้างคอลลาเจน (Collagen)  และโปรทีโอไกลแคน (Proteoglycans)  ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกอ่อน  นอกจากนี้ งาดำสามารถกระตุ้นยีน  เพื่อเพิ่มปริมาณเอนไซม์ที่ใช้ในการสร้างกระดูกอ่อนได้อีกด้วย     สารสกัดจากงาดำนั้นช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล  เนื่องจากอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว  ซึ่งเป็นไขมันชนิดดีที่ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล  น้ำมันงาช่วยให้ระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์  และไขมันชนิดไม่ดีในเลือดลดลงได้มากกว่าน้ำมันมะกอกอย่างมีนัยสำคัญ  รวมทั้งส่งผลให้ระดับไขมันดีในเลือดสูงขึ้นอีกด้วย     สารสกัดจากงาดำนั้นอุดมไปด้วยแคลเซียมและสังกะสี  จึงเป็นแหล่งแคลเซียมที่สำคัญ  เนื่องจากให้แคลเซียมที่สูงกว่านมวัวถึง 6 เท่า  จึงสามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก  เพิ่มมวลกระดูก  ป้องกันการเกิดโรคกระดูกเปราะ  ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยทองได้อย่างมีประสิทธิภาพ  งาดำจึงเป็นแหล่งแคลเซียมอีกทางเลือกหนึ่ง  สำหรับผู้ที่ไม่ชอบดื่มนมหรือมีอาการท้องเสียเมื่อดื่มนม  นอกจากนี้ งาดำยังประกอบด้วยวิตามินอี  ที่มีส่วนสำคัญในการบำรุงผิวพรรณให้นุ่มชุ่มชื้น

By |2020-07-16T09:44:41+07:00กรกฎาคม 16th, 2020|บทความ|0 Comments

ทำไม L-Carnitine Fumarate ถึงเหมาะกับ ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก

แอล-คาร์นิทีนช่วยในเรื่องการขนส่งสารอาหารหรือกรดไขมันเข้าไปในไมโต-คอนเดรีย เพื่อผลิตเป็นพลังงานและทำให้ลดการสะสมของไขมันตามส่วนต่างๆของร่างกาย ส่วนฟูมาเรต หรือ กรดฟูมาริก ซึ่งโดยปกติฟูมาเรตก็เป็นสารที่มีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างพลังงานในวัฎจักรเครบ (Kreb cycle) ให้กับเซลล์ต่างๆในร่างกายด้วยเช่นกันซึ่งเมื่อมีการนำทั้งแอล-คาร์นิทีนมารวมกับ ฟูมาเรต จึงทำให้เกิดการส่งเสริมการเผาผลาญไขมันและสร้างพลังงานให้กับเซลล์มากยิ่งขึ้นจึงกล่าวได้ว่ามีคุณสมบัติเด่นกว่าแอล-คาร์นิทีนในรูปแบบอื่นๆที่อยู่ในท้องตลาดต่างๆในเรื่องของการเผาผลาญไขมันในร่างกายและดีต่อหัวใจเพราะว่าหัวใจเป็นอวัยวะที่ต้องการพลังงานในการทำงานตลอดเวลา     แอล-คาร์นิทีน ฟูมาเรตมีการศึกษาวิจัยสนับสนุนมากมาย ถึงประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ รวมทั้งการสร้างพลังงานให้กับเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยการสลายไขมันเพื่อเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน ผลที่ได้คือ น้ำหนักลดลง หุ่นดีขึ้นและมีคุณภาพมากกว่า แอล-คาร์นีทีนชนิดนอื่นถึง 2 เท่า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมสร้างความแข็งแรงให้ระบบไหลเวียนเลือดช่วยควบคุมในน้ำตาลเส้นเลือดและยังมีประโยชน์ของผู้ป่วยโรค ไต ตับ     ประเภทของ L-Carnitine Acetyl L-Carnitine ที่มีประโยชน์ในการบำรุงสมองและช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสมอง เช่น โรคอัลไซเมอร์ L-propionyl carnitine หรือ Propionyl-L-carnitine (ย่อว่า PLC) มีประโยชน์ต่อการเพิ่มสมรรถภาพการไหลเวียนของเลือด และใช้รักษาอาการเจ็บหน้าอกรวมถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ L-carnitine L-tartrate: ที่มีประโยชน์ต่อผู้ที่ออกกำลังกายเนื่องจากอัตราการดูดซึมอย่างรวดเร็วและช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อและฟื้นตัวในการออกกำลังกายอย่างรวดเร็ว D-Carnitine เป็นแอลคาร์นิทีนรูปแบบทีไม่ออกฤทธิ์ต่อร่างกาย หรือรูปแบบที่ไม่พร้อมใช้งาน (Inactive form)  

By |2020-07-14T15:37:53+07:00กรกฎาคม 14th, 2020|บทความ|0 Comments

6 การพิสูจน์ว่ามัทฉะช่วยให้สุขภาพคุณดีขึ้น

1.สารต้านอนุมูลอิสระสูง   มัทฉะอุดมไปด้วยคาเทชินซึ่งเป็นสารประกอบของพืชในใบชาที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระช่วยรักษาเสถียรภาพอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายซึ่งเป็นสารประกอบที่สามารถทำลายเซลล์ในร่างกายและทำให้เกิดโรคเรื้อรังตามมาภายหลัง   2.ช่วยป้องกันโรคตับ   การบริโภคมัทฉะทุกวันสามารถทำให้สุขภาพของตับนั้นดีขึ้น เนื่องจากงานวิจัยพบว่าคนที่เป็นโรคภาวะไขมันพอกตับ หากได้รับสารสกัดจากชาเขียวในปริมาณ500 มก ทุกวันเป็นเวลา90 วันพบว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นเนื่องจากสารสกัดจากชาเขียวช่วยลดระดับเอนไซม์ในตับ   3.ช่วยเพิ่มการทำงานของสมอง งานวิจัยหลายแห่งพบว่ามัทฉะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมองและทำให้ผู้ที่บริโภคมีความจำดีขึ้นนอกจากนี้มัทฉะยังมีคาเฟอีนเข้มข้นมากกว่าชาเขียวบรรจุในคาเฟอีน 35 มิลลิกรัมต่อครึ่งช้อนชา (ประมาณ 1 กรัม) ของผงมัทฉะซึ่งมีงานวิจัยหลายชิ้นที่เชื่อมโยงการบริโภคคาเฟอีนมีการตอบสนองของสมองที่เร็วขึ้นและมีความสามารถในการจำมากขึ้น   4.ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง   สารสกัดจากชาเขียวสามารถช่วยลดขนาดของเนื้องอกและชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้เนื่องจากสารสกัดจากชาเขียวมี epigallocatechin-3-gallate (EGCG) ซึ่งเป็นคาเทชินชนิดหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ามีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็ง   5.ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ   การบริโภคชาเขียวนั้นอาจจะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้เนื่องจากชาเขียวสามารถลดระดับของคอเลสเตอรอล LDL และไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายนอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชันของคอเลสเตอรอลLDL ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่อาจป้องกันโรคหัวใจ 6.ช่วยลดน้ำหนัก   การบริโภคชาเขียวเป็นประจำสามารถช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันในร่างได้ดีกว่าเดิมเนื่องจากในงานวิจัยพบว่าเมื่อบริโภคสารสกัดจากชาเขียวแล้วออกกำลังกายระดับปานกลางสามารถเพิ่มการเผาไขมันได้ถึง 17 % และเพิ่มการเผาผลาญในร่างกาย  

By |2020-07-08T14:50:43+07:00กรกฎาคม 8th, 2020|บทความ|0 Comments

วิตามินดีสำคัญกว่าที่คุณคิด

วิตามินดีสำคัญกว่าที่คุณคิด วิตามินดีนั้นมีความสำคัญต่อร่างกายมากเนื่องจากวิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย คือช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากอาหาร และรักษาระดับแร่ธาตุดังกล่าวในเลือดให้เป็นปกติและยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนพาราไทรอยด์อันเป็นสาเหตุให้เกิดการสลายกระดูก     วิตามินดีสามารถได้รับจากอาหาร ได้แก่น้ำมันตับปลา ไข่แดง นม เนย และปลาที่มีไขมันมากบางชนิด เป็นต้น และสามารถได้รับทางแสงแดดโดยร่างกายของเราสังเคราะห์ขึ้นมาเอง เมื่อผิวหนังได้รับการกระตุ้นจากแสงแดดที่มีรังสีอัลตร้าไวโอเลตบี (UVB) ซึ่งมีอยู่ในแสงแดด     ร่างกายของมนุษย์ต้องการได้รับวิตามินดีควรได้รับวิตามินดี วันละ 600 IU (15 ไมโครกรัม) และในส่วนของสตรีที่วางแผนตั้งครรภ์ ควรได้รับวิตามินดี วันละ 400-600 IU (10 ไมโครกรัม) ส่วนสตรีตั้งครรภ์ในกลุ่มความเสี่ยงสูง ควรได้รับวิตามินดี วันละ 2,000-4,000 IU (50-100 ไมโครกรัม)     ปัญหาที่ทำให้ร่างกายขาดวิตามินดีเนื่องจากพฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญมักจะกลัวแสงแดดเมื่อต้องเจอกับแสงแดดก็มักจะใส่เสื้อผ้ามิดชิดเพื่อปกปิดร่างกายไม่ให้สัมผัสกับแสงแดดโดยตรง ทำให้คนส่วนใหญ่ขาดวิตามินดี 3 โดยที่ไม่รู้ตัว และการที่ร่างกายขาดวิตามินดี 3 อาจก่อให้เกิด     โรคกระดูกพรุน กระดูกอ่อน กระดูกเปราะบาง แตกหักได้ง่าย  โรคข้ออักเสบ  รูมาตอยด์

By |2020-07-01T11:07:49+07:00กรกฎาคม 1st, 2020|บทความ|0 Comments

สุดยอด 5 เครื่องเล่นลดไขมันกระจาย !! ในฟิตเนส ณ ปัจจุบัน

สุดยอด 5 เครื่องเล่นลดไขมันกระจาย!! ในฟิตเนส ณ ปัจจุบัน ในปัจจุบันการออกกำลังกายที่ฟิตเนสเป็นเทรนที่กำลังเข้ามาสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่และเมื่ออยู่ในฟิตเนสแล้วหลายคนก็ไม่ทราบว่าเครื่องเล่นต่างๆในฟิตเนสนั้นคืออะไรไว้บริหารกล้ามเนื้อส่วนไหนหรือวิธีเล่นเป็นอย่างไร ซึ่งเราจะมาแนะนำสุดยอด 5 เครื่องเล่นลดไขมันกระจายในฟิตเนส ณ ปัจจุบัน 1.Stationary Bike (จักรยานนั่งปั่น)   ในการออกกำลังในฟิตเนสนั้นถ้าให้นึกถึงเครื่องออกกำลังกายแน่นอนเครื่องปั่นจักรยานนั้นจะเป็นอันดับต้นๆที่หลายคนนึกถึง ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจว่าแค่ขึ้นไปนั้งปั่นๆเหมือนตอนยังเด็กที่ปั่นจักรยานเล่นกับเพื่อนก็พอแล้วแต่แท้จริงนั้นมันไม่ใช่ อย่างแรกควรปรับอานนั้งให้เหมาะสมกับสรีระร่างกายเราก่อนและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับฟั่งชั่นต่างๆของเครื่องเล่นว่าโปรแกรมการออกกำลังกายแบบไหนเหมาะสมกับเราในช่วงนี้และไปออกกำลังกายกัน เครื่องนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบปั่นจักรยานแต่ไม่มีพื้นที่ในการปั่นจักรยาน อัตราการเผาผลาญ 600-800 แคลอรีต่อชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความเร็วและแรงต้าน)   2.Treadmill (ลู่วิ่ง)   เครื่องชนิดนี้เป็นเครื่องที่เราคุ้นเคยและรู้จักกันอย่างแพร่หลายและเป็นที่นิยมมากในการออกกำลังกายเนื่องจากสะดวกและไม่ยุ่งยากในการใช้ซึ่งลู่วิ่งนั้นสามารถปรับความเร็วและความชันได้แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อของลู่วิ่งด้วย ข้อควรระวังของเครื่องชนิดนี้คือไม่ควรปรับความเร็วและความชันเกินความสามารถและขีดจำกัดของเราเนื่องจากเราอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบออกไปวิ่งที่สวนและผู้ที่ไม่มีพื้นที่ในการออกกำลังกาย อัตราการเผาผลาญ ประมาณ500-700 แคลอรีต่อชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับเร็วและความชัน)   3.Rowing machine (กรรเชียงบก)   หลายคนอาจจะเบื่อการออกกำลังกายแบบเดิมๆเช่นการวิ่ง การปั่นจักรยาน หรือการเดิน ซึ่งเครื่องออกกำลังกายชนิดนี้อาจจะตอบโจทย์ให้ได้ ข้อควรระวังการเล่นเครื่องกรรเชียงบกโดยเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วหรือปรับระดับแรงต้านสูงด้วยเทคนิคที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บที่หลังได้ พยายามเรียนรู้และปรับเปลี่ยนเทคนิคของคุณให้เหมาะสมก่อนเริ่มปรับแรงต้านในระดับสูงขึ้น อัตราการเผาผลาญ 600-800 แคลอรีชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับแรงต้าน)   4. Stair Climber (เครื่องก้าวเหยียบ)

By |2020-06-17T11:47:05+07:00มิถุนายน 17th, 2020|บทความ|0 Comments

5เทคนิคช่วยให้ลูกน้อยมีส่วนสูงตามเกณฑ์

5เทคนิคช่วยให้ลูกน้อยมีส่วนสูงตามเกณฑ์ พ่อแม่หลายท่านกังวลใจว่า ลูกของเราโตไปจะสูงหรือไม่? เพราะว่าหากลูกของเรามีความสูงตามเกณฑ์ก็จะเป็นสิ่งที่ดีต่อลูกของเราเนื่องจากจะทำให้เป็นคนที่มีบุคคลิกภาพดี กระฉับกระเฉง ซึ่งบางอาชีพใช้ส่วนสูงเป็นเกณฑ์กำหนดในการรับเข้าทำงาน เช่น อาชีพแอร์โฮสเตส นายแบบ นางแบบ เป็นต้น ดังนั้นหลายคนจึงพยายามหลากหลายวิธีเพื่อเพิ่มความสูงให้กับลูกตัวเอง โดยเฉพาะการบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ซึ่งเชื่อว่าเป็นวิธีในการเพิ่มความสูงที่ได้ผลวิธีหนึ่ง   แต่แท้จริงแล้ว การรับประทานแคลเซียมนั้นสามารถเพิ่มความสูงได้แค่ประการหนึ่ง หากต้องการให้ลูกของเราสูงขึ้นจะต้องอาศัยปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความสูงให้ร่างกาย ได้แก่ 1.พันธุกรรม โดยปกติแล้วถ้าพ่อแม่สูง ลูกมักจะสูง หรือถ้าพ่อแม่เตี้ย ลูกก็มักจะเตี้ย 2.สิ่งแวดล้อม ได้แก่ ภาวะโภชนาการที่เหมาะสม การออกกำลังกาย การพักผ่อนให้เพียงพอ และการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ ได้แก่ Growth Hormone, Thyroid Hormone และ Sex Hormone ที่เป็นปกติ เป็นต้น 5 เทคนิคเพิ่มส่วนสูงให้กับลูกของเรามีดังต่อไปนี้   1.ออกกำลังกายเป็นประจำ การออกกำลังกายที่สามารถเพิ่มความสูงให้กับลูกของเราได้ดีก็คือกีฬาที่มีการยืดเหยียดตัว เช่น กระโดดเชือก บาสเกตบอล วอลเลย์บอล เป็นต้น ซึ่งการออกกำลังกายลักษณะนี้จะช่วยทำให้ร่างกายเกิดความยืดหยุ่น และมีการยืดตัวของกระดูกมากขึ้น  

By |2020-06-23T15:29:47+07:00มิถุนายน 9th, 2020|บทความ, ไม่มีหมวดหมู่|0 Comments
Go to Top