แอล-คาร์นิทีนช่วยในเรื่องการขนส่งสารอาหารหรือกรดไขมันเข้าไปในไมโต-คอนเดรีย เพื่อผลิตเป็นพลังงานและทำให้ลดการสะสมของไขมันตามส่วนต่างๆของร่างกาย ส่วนฟูมาเรต หรือ กรดฟูมาริก ซึ่งโดยปกติฟูมาเรตก็เป็นสารที่มีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างพลังงานในวัฎจักรเครบ (Kreb cycle) ให้กับเซลล์ต่างๆในร่างกายด้วยเช่นกันซึ่งเมื่อมีการนำทั้งแอล-คาร์นิทีนมารวมกับ ฟูมาเรต จึงทำให้เกิดการส่งเสริมการเผาผลาญไขมันและสร้างพลังงานให้กับเซลล์มากยิ่งขึ้นจึงกล่าวได้ว่ามีคุณสมบัติเด่นกว่าแอล-คาร์นิทีนในรูปแบบอื่นๆที่อยู่ในท้องตลาดต่างๆในเรื่องของการเผาผลาญไขมันในร่างกายและดีต่อหัวใจเพราะว่าหัวใจเป็นอวัยวะที่ต้องการพลังงานในการทำงานตลอดเวลา

 

 

แอล-คาร์นิทีน ฟูมาเรตมีการศึกษาวิจัยสนับสนุนมากมาย ถึงประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ รวมทั้งการสร้างพลังงานให้กับเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยการสลายไขมันเพื่อเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน ผลที่ได้คือ น้ำหนักลดลง หุ่นดีขึ้นและมีคุณภาพมากกว่า แอล-คาร์นีทีนชนิดนอื่นถึง 2 เท่า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมสร้างความแข็งแรงให้ระบบไหลเวียนเลือดช่วยควบคุมในน้ำตาลเส้นเลือดและยังมีประโยชน์ของผู้ป่วยโรค ไต ตับ

 

 

ประเภทของ L-Carnitine

  • Acetyl L-Carnitine ที่มีประโยชน์ในการบำรุงสมองและช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสมอง เช่น โรคอัลไซเมอร์
  • L-propionyl carnitine หรือ Propionyl-L-carnitine (ย่อว่า PLC) มีประโยชน์ต่อการเพิ่มสมรรถภาพการไหลเวียนของเลือด และใช้รักษาอาการเจ็บหน้าอกรวมถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ
  • L-carnitine L-tartrate: ที่มีประโยชน์ต่อผู้ที่ออกกำลังกายเนื่องจากอัตราการดูดซึมอย่างรวดเร็วและช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อและฟื้นตัวในการออกกำลังกายอย่างรวดเร็ว
  • D-Carnitine เป็นแอลคาร์นิทีนรูปแบบทีไม่ออกฤทธิ์ต่อร่างกาย หรือรูปแบบที่ไม่พร้อมใช้งาน (Inactive form)

 

 

งานวิจัยต่างๆ

โดยงานวิจัยของ The Journal of Sports Medicine and Physical Fitness ได้ทำการทดลองในผู้หญิงที่มีน้ำหนักมากทั้งหมด 4 กลุ่ม และได้ผลลัพธ์ว่า กลุ่มที่กินแอล-คาร์นิทีน และออกกำลังกายแบบแอโรบิกวันละ 2 ชั่วโมง สามารถช่วยลดการอักเสบของร่างกายได้นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ทดลองประโยชน์ของแอล-คาร์นิทีน ในกลุ่มผู้สูงอายุอีกด้วย และแน่นอนพบว่ากลุ่มที่กินแอล-คาร์นิทีน วันละ 2 กรัม สามารถลดความเมื่อยล้า และเปลี่ยนมวลไขมันเป็นกล้ามเนื้อได้มากขึ้น

 

 

ผลงานวิจัย L-carnitine in the secondary prevention of cardiovascular disease: systematic review and meta-analysis ยังระบุอีกด้วยว่าประโยชน์ของแอล-คาร์นิทีน มีส่วนสำคัญในการช่วยลดอัตราการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ 27% เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มทดลองที่ไม่ได้รับแอล-คาร์นิทีน ซึ่งยังลดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ 65% รวมถึงลดการปวดเค้นของกล้ามเนื้อหัวใจอีก 40%

 

จากการศึกษาดังกล่าว พบว่า L-Carnitine นั้นมีส่วนช่วยในการลดความอ้วนจริง แต่น้อยมาก แต่ก็ยังมีอีกหลายการศึกษาที่แนะนำให้รับประทานวันละอย่างน้อย 500 มิลลิกรัมต่อวัน จึงจะมีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมันได้ ประสิทธิภาพสูงสุดหากใช้ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย โดยออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยวันละ 40-50 นาทีขึ้นไป จึงจะสลายไขมันได้อย่างแท้จริง